สิ้นจันทร์

posted on 29 Sep 2009 16:33 by arunsuk

 

 

 

เมื่อจันทร์คลายพรายรัศมิ์จำรัสห้วง

จากหมู่ดวงดารานภาศรี

มวลหมู่เมฆกลบฟ้าเมื่อราตรี

ถอยทวีแสงวาดเมื่อขาดจันทร์

 

เดือนจะดับแสงใสเมื่อใกล้รุ่ง

เกินผดุงหยุดเดือนสะเทือนขวัญ

ยามเมื่อสิ้นแสงทองส่องชีวัน

ฟ้าก็ผันแปรซ้ำแสนลำเค็ญ

 

เมื่อจันทร์ขึ้นปกคลุมจนมุมเคลื่อน

จวบจนเลื่อนแรมดวงให้ทรวงเข็ญ

รัศมีพริ้งพรากเมื่อจากเพ็ญ

ฟ้าที่เด่นจึงดับพยับพลัน

 

ดุจทำนองรักเช่นเมื่อเด่นเรื้อง

จิตก็เรืองรองหวังถึงฝั่งฝัน

สองดวงใจต่างภักดิ์รักนิรันดร์

มิรู้วันพลัดพรากจะจากร้าง

 

เมื่อคลอนคลายสายรักถึงหนักอก

ทรวงสะทกเกินต่อจะก่อสร้าง

จำจะปล่อยปลดขาดสวาสดิ์วาง

รักจำจางดุจฟ้าเมื่อลาจันทร์

 

ฟ้ากับเดือนเตือนใจให้ประจักษ์

อันว่ารักฤาแน่มักแปรผัน

เกินลิขิตขีดคั่นในสัมพันธ์

ดุจฟ้าอันเด่นดับเมื่อลับเดือน.

 

 

 

 

ภาพจากเนต  เพลง จันทร์  ธนรัฐ ปิ่นเวหา

รอยรัก

posted on 26 Sep 2009 20:54 by arunsuk

 

เหมือนเก็บกอบบอบช้ำมาย้ำจิต
ว่าชีวิตคงขาดนิราศฝัน
พบแล้วพรากจากนุชสุดชีวัน
ดั่งฟ้ากั้นขวางให้หัวใจตรม

คืนและวันล่วงผ่านในวารนี้
จบวจีหวานชื่นช่างขื่นขม
รอยรักร้างเลื่อนเตือนอารมณ์
ความระทมหมองเศร้าจึงเข้าเคียง

หวนถวิลวันพบประสบน้อง
ต่างเราสองร้อยกวินมิสิ้นเสียง
อันหวานชื่นหมื่นแสนไม่แม้นเพียง
ที่จำเรียงรสถ้อยเป็นสร้อยวรรค

ยังสง่าอ่าอ้างมิร้างรส
ทุกถ้อยบทติดตรึงซึ้งสลัก
สร้อยอักษรผ่อนปรนเป็นต้นรัก
ยังประจักษ์แจ้งจิตสนิทใจ

ฤาจะพรากจากแล้วหนอแก้วน้อย
น้ำตาพลอยร่วงผ่านเป็นม่านใส
ทุกรอยคำย้ำหนักสลักใน
มิเคยให้สูญสิ้นในจินต์จำ

จึงวจีเอ่ยฝากอย่าพรากนุช
เพียงเพื่อหลุดสวาสดิ์ล่ามเลยงามขำ
รักแล้วเลิกร้างอยู่เหมือนคู่กรรม
จะตอกย้ำรอยไว้ ณ ใจตน

ด้วยแรงรักสมัครมั่นจวบวันนี้
เถิดคนดีสังเกตถ้วนเหตุผล
แล้วจะพบ พจน์รัก สลักมน
อันเปี่ยมล้นเลอค่าให้ตราตรึง.

ภาพจากเนต
เพลง กุมภาพันธ์ ; ปีเตอร์ คอปไดเรนดัล

 

ใยหลีกพ้น

posted on 30 May 2009 08:10 by arunsuk  in Poem

 

 



ใครเล่าจักหลีกพ้นวังวนวัฏ
สุดจะขัดหลีกรึ้งเมื่อถึงฝั่ง
สรรพสัตว์นั่นแท้แค่มรณัง
มิอาจรั้งชีพไว้ดั่งใจปอง

อันมนุษย์สัตว์ใดในโลกหล้า
มรณารออยู่เป็นคู่สอง
เกิดและตายร่วมอยู่ดั่งคู่ครอง
ตามครรลองแห่งธรรมและกรรมเวร

ที่วายชนม์พ้นผ่านซึ่งวารหวัง
หมดกำลังเพียงฝากสิ่งยากเข็ญ
ญาติการ่วมรับช่วยดับเวร
หวังให้เป็นอานิสงส์ส่งเทวัญ

ดั่งคำพระสอนไว้ให้ตระหนัก
จงเพียรพักสดับไว้ไม่แปรผัน
อันสิ่งแท้เที่ยงชี้ในชีวัน
คือ ตาย อันจุดหมายยากถ่ายเท

สัพเพ สัตตา มะรันติจะ  มะริงสุจะ มะริสสาเร
ตะเถวาหัง มะริสสามิ นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย

ว่าสัตว์โลกทั้งหลาย ตาย รออยู่
จงหมายรู้ความตายเช่นสายโซ่
ล่ามเอาไว้ผูกหลักเช่นพักโค
สุดจะโผผันผายลี้กายลับ

อนิจจังนั่นแท้มิแปรเปลี่ยน
เกิด แก่เวียน เจ็บลงแล้วปลงดับ
แม้นสังขารก็พังภินท์ทั้งสินทรัพย์
สุดจะนับของเราเกินเอาไป

คงเหลือชื่อชั่วดีมีหลักฐาน
แม้เนิ่นนานยังผนึกจารึกได้
หากทำดีคงมั่นเป็นขวัญใจ
แม้นชั่วไซร้คงสดับรับประณาม

อานิสงส์แห่งคำในธรรมนี้
หากวจีซึ้งซาบมิหยาบหยาม
ขอเป็นแรงกายใจแด่ไทยคาม
สิ้นเคราะห์ความโพยภัยที่ได้พาน

ขอให้สันติธรรมจงนำจิต
พาชีวิตร่มเย็นเป็นสุขศานติ์
ขออวยพรหมู่มิตรหวังนิพพาน
ถึงวิมานวิมุตติศรัยยามไกลกัน.

 

ทุ่งกระโจมทองหมองใจ

posted on 21 Mar 2009 12:36 by arunsuk  in Poem

 

 

เสียงครวญแว่วแผ่วมาจากฟ้าใต้
น้ำตาไหลหลั่งชลดั่งคนหมอง
เกือบปีแล้วแลหาน้ำตานอง
กระโจมทองทุ่งร้างเธอห่างลา

แม่สาวเพชรบุรีมาหนีร้าง
ปล่อยอ้างว้างเดียวดายไม่คลายหา
กฐินทุ่งกระโจมทองโอ้น้องยา
มาลับลาร้างไกลไม่หวนคืน

หนึ่งปีที่พลัดกันทุกวันเศร้า
จดหมายเก่าส่งเก็บให้เจ็บฝืน
มิเคยตอบพี่ชายให้คลายคืน
ต้องกล้ำกลืนใจหนาวสาวเพชรบุรี

ข่าวหนุ่มกรุงฯมุ่งหมายมิวายรัก
มาสมัครเคียงครองยิ่งหมองศรี
หอบสร้อยเพชรแหวนทองล้วนของดี
มอบให้ศรีสุดาชื่นทุกคืนวัน

ลืมเสียแล้วทุ่งกระโจมอันโทรมเศร้า
ลืมข้าวเบาไถหว่านที่ผ่านผัน
ลืมแล้วหนอนาร้างเมื่อห่างกัน
ลืมคืนวันแปรไปไม่คะนึง

ยังมั่นสาวเพชรบุรีหามีเปลี่ยน
แม้นวันเวียนล่วงปลิดยังคิดถึง
หนุ่มทุ่งกระโจมจิตยังติดตรึง
เพียรรำพึงเพชรบุรีหามีคลาย

เจียนจะดับชีพลาเมื่อคราห่าง
เห็นทุ่งร้างกระโจมทองยังหมองหมาย
หากบุญก่อนร่วมกรรมดั่งทำนาย
เถิดไม่สายยังแลหาทุกนาที

วันที่เศร้าเหงาจิตด้วยคิดถึง
มารำพึงขอพรดั่งกลอนศรี
หลวงพ่อสาย หลวงพ่อปั่น ให้ฝันดี
เพชรบุรีขวัญยืนจงคืนเคียง.

ภาพ จากเนต

เพลง ไอ้หนุ่มทุ่งกระโจมทอง เสรีย์ รุ่งสว่าง

 

วอนรัก

posted on 13 Jan 2009 10:13 by arunsuk  in Poem

 

  

 

เมื่อยามรักเริงรื่นก็ชื่นสม 

เมื่อยามตรมแรมราถึงคราหมอง

ยากจะหนีห่างสิ้นถวิลครอง

ฤๅครรลองกรรมสร้างให้ร้างรวน

 

ดังเดือนเพ็ญเด่นประดับลาลับฟ้า

นิราศหล้าแรมฝืนยังคืนหวน

สถิตแท่นฟ้าขวัญอย่างรัญจวน

เป็นคู่ควรเคียงกันนิรันดร์ไกล

 

ต่างมนุษย์สุดแสนไม่แม้นฟ้า

คู่ดาราเดือนเด่นเป็นไฉน

ห่างกันนิดยังพ่างว่าห่างไกล

อ่อนไหวอ่อนหวานฤๅรานแล้ว

 

ถวิลหวังดั่งเดือนเมื่อเลือนฟ้า

ยังกลับมาวาดแวงฉายแสงแก้ว

ด้วยว่ามั่นคงนักเปี่ยมรักแนว

มิคลาดแคล้ววายสวาสดิ์ดังปราศมาน

 

สลักสร้อยร้อยขวัญจำนรรจ์พจน์

โศกกำสรดเพียงรักสมัครสมาน

อันอ่อนเอื้อนเลือนบ้างใช่ร้างราน

ถวิลกาลรักษาคราระทม

 

เพียงอุ่นใจไมตรีทวีถ้วน

ให้อุ่นอวลรักชื่นร้างขื่นขม

สนิกสนิทนวลถนอมสิ้นตรอมตรม

ได้ภิรมย์เช่นสลักอักษรา

 

อธิษฐานผ่านจันทร์ในวันนี้

ถึงคนดีชิดใจที่ใฝ่หา

ทราบสดับกำสรวลสร้อยที่ร้อยมา

จากพี่ยาคนนี้ที่ยังคอย.

 

 


ปรัชญาจากใบไม้

posted on 22 Dec 2008 09:34 by arunsuk  in Poem

มองใบไม้ไหวหวิวปลิวจากต้น

หลุดร่วงหล่นจากกิ่งทิ้งสลาย

ทับถมจมสิ้นทั้งดินทราย

ค่าหายขาดลบต้องซบดิน

 

เคยไสวสดสีสุรีย์ส่อง

ยามแสงต้องเก็จประกายยังหายสิ้น

เมื่อหลุดร่วงลบค่าต้องราคิน

เคียงกับดินรอดับจนลับไกล

 

เพียงซากใบฝังกลบลบจากหล้า

เมื่อยามราพังผุอายุขัย

กิ่งเมื่อร้างไม่นานเบิกบานใจ

เริ่มใบใหม่เขียวสดขึ้นทดแทน

 

เป็นปรัชญาว่าไว้ของใบไม้

ทุกสิ่งไซร้อนิจนักหาหนักแน่น

เกิด ดับ ลับ ทิ้ง จาก กิ่งแกน

นี่แหละแก่นอนิจจังให้สังวร..


 
ภาพจากเนต
เพลง ลาวครวญ

อีกหนึ่งบทกฎหมู่ผู้คุ้มกฎ

เหตุสลดสลักล่วงในดวงจิต 

หญิงคนหนึ่งถูกฆ่าพร่าชีวิต 

ทอดอุทิศสังขารจากการเมือง 

 

สะท้านสะท้อนอ่อนอุราน้ำตาหลั่ง 

ดังดับหวังชาติชื่ออันลือเลื่อง 

สยามเอยหมายมุ่งสู่รุ่งเรือง 

หวังประเทืองรัฐ ราษฎร์ ศาสน์ โสภิณ 

 

แลมาเห็นวันนี้มีแต่ช้ำ 

กระสุนนำประชาธิปไตยไปเสียสิ้น 

นักการเมืองเชื่อมโยงแก๊งค์โกงกิน 

ดุจดั่งริ้นเหลือบไรหาได้อาย 

 

ชาติจะจมจะล่มแล้วเศรษฐกิจ 

จะหมายมีใครคิดนั้นอย่าหมาย 

หนึ่งวันสุขสงบหวังพบพราย 

ยังเลือนหายลบพรากไปจากไทย 

 

เข้าตีรันฟันแทงด้วยแรงรุก 

ยิงสนุกดังสนั่นไม่หวั่นไหว 

ตายเจ็บนับร้อยหรือน้อยไป 

เพื่อประชาธิปไตย...ที่สำคัญ 

 

กี่ชีวิตปลิดปลงตรงจุดนี้ 

ตรงจุดที่ประชาธิปไตยจะตั้งมั่น 

กระสุนมีมากน้อยกว่าร้อยพัน 

เข้าแลกกันกับมาตราประชาธิปไตย 

 

อนาถแท้คนดีมีชื่อเสียง

ยอมลำเอียงยกมือดั่งซื้อได้

หันมามองวันนี้พลีเพื่อใคร 

พลีเพื่อชาติ  ศาสน์ไซร้ ฤาประมุข ???

 

หยุดเสียเถิดเกมอำนาจเพื่อชาติเรื้อง 

หยุดสร้างเรื่องสร้างกระแสเผื่อแผ่สุข 

บอบช้ำกันมานานเกินทานทุกข์ 

ให้ชาติสุข ชนเกษม ธ เปรมปรีดิ์ 

 

หยุดเพียงแค่ อังขณา ที่ลาลับ 

ขอเธอหลับอย่างสงบพบสุขศรี 

ขอให้สิ้นศึกสมัยที่ไทยมี 

ประชาชีได้พบหน้า..ประชาธิปไตย..

 

 

ภาพจากเนต 

เพลง อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี

 

รอยคำนึง

posted on 29 Sep 2008 23:05 by arunsuk  in Poem

 

 

๔   จึงลำนำพร่ำผ่านต่อน่านฟ้า
เด่นดาราเพ็ญรัศมิ์มิขัดขวาง
ลงเยือนหล้าปรายแสงมิแรงราง
ไฉนทางรักลับกลับมืดแล้ว

๔   หวนถึงนุชเสน่หามื่อคราหนาว      
คืนที่ดาวเรียงริ้วเป็นทิวแถว
ระยับดาวพราวพรายประกายแพรว
ยังผ่องแผ้วพิศวาสมิคลาดคลาย

๔  เพียงรู้สึกว่ารู้เธออยู่ใกล้
แต่เหมือนไกลเพราะไร้สิทธิ์จะคิดหมาย
นับวันจะห่างเหินจนเกินกลาย
อาดูรดายรันทดกำสรดซึ้ง

๔ แม้นหัวใจไร้สิทธิ์จะคิดหวัง
แต่ก็ยังมีสิทธิ์จะคิดถึง
ในเรือนใจแน่นหนักด้วยรักตรึง
กับใครหนึ่งที่ท้อทรมา

๔ ฝากลมร่ำรำเพยที่เอ่ยอ้าง
อย่าเลือนร้างคนขาดวาสนา
ฝากสารใจไปสนองยังน้องยา
คนไกลตา..คนนั้นยังฝันเคียง..

ฝนพรำในรำพัน

posted on 27 Sep 2008 21:55 by arunsuk  in Poem

 

 

ละอองฝนหล่นมาจากฟ้ากว้าง

สุดอ้างว้างเดียวดายมิคลายเหงา

ณ ริมทางร้างส่งซึ่งนงเยาว์

ที่ที่เราพบกันก่อนวันลา 

                                

อันครวญโศกวิโยคใจในวันนี้

ฟ้ายังมีอัสสุชลร่วงหล่นหา

ดั่งจะรู้ว่าช้ำที่จำลา

เกินจะหาใดเทียบเปรียบฤดี

                                        

จนล่วงลับทิวาราตรีผัน

กระจ่างจันทร์เหยียบพยับวะวับศรี

ยังคงรอคอยหาทุกนาที

ขอคนดีไกลลับจงกลับคืน

                                        

จะกล่อมขวัญคนดีที่คึดถึง

ให้ตราตรึงหลับฝันในวันชื่น

อิงกายแอบแนบจิตสนิทยืน

มิคลายคืนรักเราแต่เก่ามา

                                           

ฝากอักษรกลอนกวีที่สลัก

ลำนำรักคนเก่าที่เฝ้าหา

สดับถึงตลอดยอดอัปสรา

เทพธิดาดำริหนุนให้อุ่นใจ

                                          

บันดาลดลบันไดไปสู่น้อง

เคียงประคองสัมพันธ์ในวันใหม่

กลับมาเถิดขวัญตายอดยาใจ

ได้ซบไออกอุ่นแนบหนุนนอน

                                                  

จนทิวามาเยือนกาลเคลื่อนคล้อย

วิหคลอยผกผินบินสลอน

ดั่งจะรับนวลร้างที่ห่างจร

ให้กลับคอนคืนเหย้าที่เนาไกล

                                               

ฝากสารมาแด่เธอพร่ำเพ้อจิต

ขอยอดมิตรจงรู้แม้นอยู่ไหน

มีชายหนึ่งร่ำน้ำตาหาคนไกล

ถวิลใจขวัญยืนได้คืนเคียง...

 

รอยกรรมเช่นรอยเกวียน

posted on 21 Sep 2008 21:50 by arunsuk  in Poem

 

 

 

จากรุ่งแล้วโชติช่วงจวบล่วงลับ
วารเวียนปรับแปรไปใหม่สู่เก่า
เริ่มจากศูนย์พูนพลอยสู่ร้อยเนา
และซบเซาเสื่อมค่าให้อาดูร

อิฐทุกก้อนย้อนทวนหวนให้คิด
เฉกชีวิตเกิดมาต้องราสูญ
เติบใหญ่ตายดับ ลับ จรูญ
เพิ่มพูน ถอยถด เพิ่ม ลด แล้ว

ป็นวงวัฏฏ์จัดไว้ในมนุษย์
เกินกว่าหยุดยั้งชะลอดังต่อแถว
ต้องประสบทุกคนไม่พ้นแนว
เกิดแล้วแก่ดับลับชีวัน

หามีอมตะหมู่มนุษย์
สิ้นสุดแตกดับจนลับขันธ์
ชั่วดีทำไว้อย่างไรกัน
ยามผันเพียงชื่อให้ลือนาน

หากว่าดีสร้างบุญเป็นทุนทบ
ยามสงบยืนยาวคนกล่าวขาน
ประกอบกรรมชั่วชักยึดหลักพาล
ยามสิ้นวารชั่วช้ายังตราตรึง

เป็นหลักกรรมดั่งเกวียนที่เวียนผ่าน
กี่กัปกาลลึกล้ำรอยกรรมถึง
เช่นรอยบุญหนุนสนิทก็ติดตรึง
ยามลับซึ่งชีพพ้นกุศลเยือน

เป็นอนุสรณ์เตือนใจให้ตระหนัก
จงถือหลักมุ่งเน้น กรรม เป็นเพื่อน
ชั่วดีผลกรรมจะย้ำเตือน
ขึ้นลงเลื่อนก้าวถอยล้วน รอยกรรม