เสียงครวญคร่ำร่ำหาถึงฟ้าใต้
น้ำตาไหลหลั่งล้นที่ทนหมอง

สิ้นปีแล้วสัมพันธ์สุดครรลอง

กระโจมทองฯหม่นเศร้าเมื่อเจ้าไกล

 

อนาถนุชเพชรบุรีมาหนีหน้า

สวาสดิ์กล้ายังกลายวายไฉน

กฐินทุ่งกระโจมทองหม่นหมองใจ

ยังอกให้เจ็บช้ำทุกค่ำคืน

 

เพียงเพราะพรากจากพลัดประหวัดเศร้า

จดหมายเก่าส่งเก็บให้เจ็บฝืน

มิเคยตอบสารสรรค์หนอขวัญยืน

อุระชื่นจึงหนาวสาวเพชรบุรี

 

ข่าวหนุ่มกรุงฯชิดชอบมามอบรัก

ดังจะผลักไสกั้นกับขวัญศรี

หอบสร้อยเพชรแหวนทองปองฤดี

ให้น้องพี่ชมชื่นทุกคืนวัน

 

ลืมแล้วหรือทุ่งกระโจมอันโทรมเศร้า

ลืมข้าวเบาไถหว่านที่ผ่านผัน

ลืมแล้วหนอทุ่งร้างเมื่อห่างกัน

ลืมคืนวันแล้วหนาสิ้นตราตรึง

 

คิดถึงสาวเพชรบุรีหามีเปลี่ยน

แม้นวันเวียนล่วงปลิดยังคิดถึง

ทุ่งกระโจมร้อยร่ำพจน์รำพึง

ด้วยซาบซึ้งดรุณีหามีคลาย

 

เจียนจะดับชีพลาเมื่อคราห่าง

มองทุ่งร้างกระโจมทองยิ่งหมองหมาย

หากบุญก่อร่วมกันมั่นมิวาย

เถิดไม่สายยังคอยหาทุกนาที

 

วันที่เศร้าเหงาจิตด้วยคิดถึง

มารำพึงขอพรดั่งกลอนศรี

หลวงพ่อสาย หลวงพ่อปั่น ให้ฝันดี

เพชรบุรีขวัญยืนจงคืนเคียง.

 
ภาพ : จากอินเตอร์เนต
เพลง: ไอ้หนุ่มทุ่งกระโจมทอง เสรีย์ รุ่งสว่าง
 

คืนถิ่นกวินทร์คาม

posted on 28 Oct 2010 09:23 by arunsuk in Poem

กลับมาเยือนเหย้าเนาพำนัก
ถวิลถักผูกถ้อยร้อยอักษร
แม้นจะฝาดจินต์จรดทุกบทกลอน
ยังอาวรณ์ว่ายเวิ้งในเชิงวรรณ

วสันต์สาดซัดสาย ณ ปลายทุ่ง
ตัดเรียวรุ้งลานฟ้าและนาขวัญ
วายุวาดพริ้วไหวท่ามไพรพรรณ
ดั่งภาพฝันช้อนพาให้ตราตรึง

ทุกบาทบทรสรินในศิลป์สร้อย
ที่ผูกร้อย เศร้า สรวล ยังหวนถึง
แม้นจะห่างร้างร่ำยังคำนึง
ด้วยซาบซึ้งสุนทรีย์กวีกานท์

เมื่อเนานั้นวรรณนิเวศน์พิเศษแพร้ว
พจน์ยังแผ้วผ่องผาดวิลาศหวาน
มิตรภาพอาบอุ่นละมุนมาน
เหมือนปราการสร้อยสรรค์ยังมั่นคง

กวีกานท์ขานขับประทับโสต
ให้เรืองโรจน์รอยหวังดังประสงค์
แม้นจะฝาดฝืดถ้อยร้อยจำนง
ยังจะคงเขียนขีดประณีตคำ

กลับมาเยือนยลเหย้าเนานิเวศน์
ในแคว้นเขตกวีคามให้งามขำ
ขอให้เรืองรร้อยสร้อยลำนำ
เพื่อนยังจำมิตรยังคุ้น...อรุณ...เทอญ.


ภาพ  : ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์
เพลง : ลาวจ้อย จากเวปพระปิยะโรจน์

คำนึง

posted on 21 Jun 2010 14:27 by arunsuk in Poem

 

 

เมื่อขอบฟ้าสีทองเรืองรองริ้ว

ต้องลับทิวสนธยาทิวาผัน

ลมก็ร่ำเรื่อยรื่นปลุกชื่นพลัน

 กาลอันราตรีจะคลี่ครอง

 

 

เปลี่ยนฉากม่านแดงดาลเมื่อผ่านแล้ว

ก็สิ้นแวววารวันพลันให้หมอง

พยับย่างกระจ่างจับลับครรลอง

สิ้นสีทองสู่สีทึมอึมครึมครัน

 

 

ดั่งฤทัยห่างสิ้นจากจินต์พจน์

สำเนียงจรดจอดจิตจึงบิดผัน

ที่ร้อยร่ำรจนาสารพัน

ให้มีอันพรากพลัดในบัดดล

 

 

ฤาว่าแล้งแล้วคำขาดสำรวจ

จึ่งร้างชวดวรรณศรีทวีผล

เช่นสลักหลุดหายในสายชล

ยากจะค้นยากจะหาแล้วยาใจ

 

 

พยับหมอกออกคลุมทุกมุมเคลื่อน

ประกายเดือนผ่องพรรณวรรณะใส

สาดแสงทาบเทียมฟ้า ณ คราใด

ยังหัวใจชื่นเย็นมิเว้นวาง.

 

 

 

ภาพ : จากเนต